ศาสตราจารย์ ดร.พนม สมิตานนท์
ที่เกิด ตำบลสวนมะลิ อำเภอป้อมปราบศัตรูพ่าย จังหวัดพระนคร
เมื่อ วันศุกร์ แรม 3 ค่ำ เดือน 4 ปีจอ เวลา 21.00 น. ตรงกับวันที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2453
นามบิดา พันโท พระจงสรวิทย์ (เพี้ยน สมิตานนท์)
นามมารดา น้อม (สกุลเดิม แท่งทอง)
นามภริยา บุญมี (สกุลเดิม อรุณสิทธิ์)
สมรส วันที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2480 มีบุตรธิดา 6 คน
การศึกษา สำเร็จชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 8 จาก โรงเรียนมัธยมวัดเทพศิรินทร์ พ.ศ. 2471
-ได้รับปริญญาตรีทางเกษตรศาสตร์ จาก ลอสบบันโยส มหาวิทยาลัยแห่งประเทศฟิลิปปินส์
Bachelor of Science in Agriculture (B.S.A) University of the Philippines, (Los Banos)
พ.ศ. 2477
-ได้รับปริญญาโท Master of Science (M.S.) Cornell University พ.ศ.2501
-ได้รับปริญญาเอก Doctor of Education (E.d.D.) Cornell University พ.ศ. 2503
การงาน พ.ศ. 2477 บรรจุเป็นอาจารย์กรมศึกษาธิการ กระทรวงธรรมการ วันที่ 11 มกราคม 2477
พ.ศ. 2478 อาจารย์โรงเรียนฝึกหัดครูประถมกสิกรรมแม่โจ้ เชียงใหม่ ต่อมาดำรงตำแหน่งเป็นผู้ช่วย
ผู้อำนวยการ ผู้อำนวยการ เป็นอาจารย์ผู้ปกครอง-นักฟุตบอล นักวิชาการเกษตร ก่อตั้ง
สมาคมนักเรียนเก่าแม่โจ้
ในปี พ.ศ. 2490 ย้ายไปประจำกรมศึกษาธิการในปี พ.ศ. 2495 รวมเป็นเวลาที่เป็นอาจารย์ที่แม่โจ้ 17 ปี
พ.ศ. 2497 เป็นอาจารย์เอก มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
พ.ศ. 2500 เป็นศาสตราจารย์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
พ.ศ. 2512 ลาออกจากราชการ เมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม เพราะรับราชการนาน และไปเป็นผู้อำนวยการและ
ผู้ชำนาญการ มูลนิธิบูรณะชนบทแห่งประเทศไทย
เสียชีวิต วันที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2522 รวมอายุ 71 ปี
ศาสตราจารย์พิเศษอินทรีย์ จันทรสถิตย์ ได้กล่าวถึงศาสตราจราย์พนมไว้ว่า..
“ศาสตราจารย์พนม ได้นำเอากิจกรรมหลายอย่างเข้ามาใช้ในแม่โจ้ เพื่อให้ลูกแม่โจ้ได้มีจิตใจผูกแน่นซึ่งกันและกัน เพื่อประโยชน์แก่การศึกษาและปรับปรุงตนเองให้เป็นนักศึกษาที่ดี อดทนต่อการงานและฝึกตนเองให้เหมาะสมกับการที่จะออกไปต่อสู่กับโลกภายหน้าได้เป็นอย่างดี ผู้จบวิชาเกษตรจากแม่โจ้ จะสมัครเข้าทำงานที่ใด
ผู้จะจ้างก็แบมือรับเพราะเห็นว่าลูกแม่โจ้ทำจริง ไม่หยิบโหย่ง ทำให้การงานของผู้จ้างดำเนินไปโดยดี”
คุณปราณี แจ้งเจนกิจ แม่โจ้ รุ่น 7 กล่าวถึง ศาสตราจารย์พนมไว้ว่า
“ศาสตราจารย์พนม สมิตานนท์ มีคุณลักษณะสมเป็นผู้นำในด้านกีฬา ดนตรี การศึกษา และมีเมตตากรุณาต่อศิษย์โดยไม่เลือกหน้า ขยันขันแข็งในหน้าที่การงาน มีระเบียบวินัย และมนุษย์สัมพันธ์เป็นเลิศ
ท่านได้ตั้งทีมฟุตบอลที่แข็งแกร่งของเชียงใหม่ขึ้น จนต้องส่งทีมจากกรุงเทพฯ ไปแข่งขันด้วย ท่านเล่นจริงจังในเกมกีฬาเสมอ นอกจากฟุตบอล ท่านได้ตั้งทีมรักบี้ขึ้นด้วยและได้ตั้งทีมวอลย์บอล เทเบิลเทนนิส ยูโด ตะกร้อ สรุปแล้วในเรืองกีฬาท่านสนับสนุนอย่างเต็มที่ แม้แต่การแข่งขันกีฬาภายใน ท่านก็เชิญข้าหลวงจากเชียงใหม่มาทำพิธีเปิดงานด้วย”
พลตำรวจโท เลื่อน ปัณฑรนนทกะ (อดีตผู้บังคับหมวดสถานีตำรวจภูธร อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่) กล่าวถึงศาสตราจราย์พนม ไว้ว่า.
“สาเหตุที่รู้จักนั้น เพราะ แต่ละคราวที่มีการแข่งขันฟุตบอลระหว่างโรงเรียนที่สนามโรงเรียนยุพราชนั้น ข้าพเจ้าเป็นเจ้าหน้าที่รักษาความสงบ โดยปกติถ้าทีมฟุตบอลโรงเรียนแม่โจ้ไม่ได้ลงแข่งขัน เหตุการณ์จะไม่มีอะไรเกิดขึ้น แต่ถ้าแม่โจ้ลงแข่งขันคนดูฟุตบอลที่มาเชียร์แม่โจ้และทีมคู่แขงขัน จะเกิดการโห่ร้องและรวนกันไปมา แล้วก็หมัดมวยวุ่นก้นไปทั้งสนาม สาเหตุที่เป็นดังนี้เพราะทีมแม่โจ้เป็นทีมแข็งแกร่ง ไม่ค่อยแพ้ใคร ทีมที่มาลงแข่งขันด้วยพยายามเอาชนะให้ได้ แม่โจ้หรือจะยอม การเล่นจึงมักรุนแรง ผู้ดูก็เลยรุนแรงกันไปด้วย วิธีป้องกันต้องอาศัยอาจารย์ของแต่ละโรงเรียน ด้วยเหตุนี้ข้าพเจ้าจึงรู้จักอาจารย์จากโรงเรียนต่าง ๆ หลายท่าน แต่ที่ประทับใจจริง ๆ คือ ท่านศาสตราจารย์ ดร.พนม สมิตานนท์ ซึ่งในขณะนั้นท่านคงเป็นอาจารย์เท่านั้น”
นาวาโทรบำรุง สรัคคานนท์ ร.น. กล่าวไว้ว่า
“ผมยังจดจำติดตาตรึงใจอยู่จนบัดนี้ ถึงภาพเหตุการณ์วันที่ท่านจะออกเดินทางจากสถานีรถไฟเชียงใหม่ ในปี .ศ. 2494 เพื่อเตรียมตัวเดินทางไปดูงาน ณ สหรัฐอเมริกา ภาพที่จารึกอยู่ในความทรงจำของผมในวันนั้นก็คือ ภาพที่นักเรียนเกษตรกรรมแม่โจ้และครูอาจารย์ต่างพากันร่วมร้องเพลงแม่โจ้ ด้วยเสียงอันก้องกังวาน ท่ามกลางญาติสนิทมิตรสหายรวมทั้งเพื่อนข้าราชการ ที่พากันไปชุมนุมส่งอย่างหนาแน่นจนแทบล้นบริเวณชานชาลาสถานี ยังความตื้นตันปิติแก่ผู้ได้ยินได้ฟังทั่วทุกคน แสดงถึงความรักความห่วงใยที่เขาเหล่านั้นมีต่ออาจารย์ใหญ่ของเขาอย่างเหลือล้น ซึ่งผมเองยังไม่เคยได้ประสบพบเห็นจากที่ใดมาก่อน...”
-------------
เรียบเรียงจาก/หนังสืออนุสรณ์งานพระราชทานเพลิงศพ
ศาสตราจารย์ ดร.พนม สมิตานนท์ 13 ตุลาคม 2522
สงวน จันทร์ทะเล 1 กรกฎาคม 2549
“แม่.....โจ้” เพลงชาติแม่โจ้
โดย ปราโมทย์ บัวชาติ รุ่น 2
คุณไสว บุณยปรัดยุษ (แม่โจ้ รุ่น 2 พ.ศ. 2478) นักเรียนมัธยมวิสามัญเกษตรกรรม รุ่น 1 ผู้ประพันธ์เพลงนี้ทั้งเนื้อร้องและทำนอง ได้เกิดจินตนาการแต่งเพลงนี้ขึ้นในเดือนกรกฎาคม 2488 ในคืนวันขึ้น 15 ค่ำ (ตรงกับวันอาทิตย์ที่ 14 กรกฎาคม 2478/ผู้เรียบเรียง) ธรรมชาติรอบข้างปลุกความรู้สึกของคุณไสวให้หายง่วง และเกิดอารมณ์อ่อนไหวไปกับธรรมชาติ คุณไสวครวญเพลง Love Song the Nile และคิดคำนึงอยู่หลายเที่ยว เพลงนี้เป็นเพลงทที่มีลีลาโหยหวนเร้าใจ น่าจำนมาเป็นทำนองเพลงเชียร์ของโรงเรียนได้ จึงคิดสรรหาเนื้อเพลงเข้าประกอบทำนอง คิดฮัมเพลงอยู่พักใหญ่ก็ได้เนื้อเพลงที่พอดีกับทำนอง ในบรรยากาศของเสียงธรรมชาติรอบข้าง กลิ่นหอมของดอกไม้ และแสงสกาวของแสงจันทร์ในคือเดือนเพ็ญ
เนื้อเพลงทิ่ดได้มีดังนี้
“แม่....โจ้ ไชโยพวกเรา ใหม่....เก่า พวกเราไชย ช่วยกันโห่ เพื่อแม่โจ้ของเรา”
เท่านี้ยังไม่พอเนื้อเพลงสั้นไป วันต่อมาจึงคิดหาเนื้อและทำนองเพิ่มเติมเข้าไป คุณไสว เป็นนักเรียนเก่าโรงเรียนอำนวยศิลป์มาก่อน จึงนำเพลงเชียร์ของโรงเรียนอำนวยศิลป์บางตอน มาดัดแปลงให้เหมาะสมกับแม่โจ้ ได้เนื้อเพลงใหม่ดังนี้
“คณะเราไม่ยอมให้ด้อยถอยลง ต่ำเราต้องค้ำชูให้สูงจรุงศรี
เขียว ขาว เหลือง อยู่ที่ใด ชัยต้องมี
เขียว ขาว เหลือง สามสีนี้ คือดวงใจ
เชื่อเถิด เชื่อเถิด เราไม่ให้ต่ำลง
เชื่อเถิด เชื่อเถิด เราก้าวหน้าตรงไป
จรรยา วิชา และกีฬาใด ๆ เราต้องประคองเอาไว้ระดับที่ดี”
* คุณปราโมทย์ บัวชาติ รุ่น 2 ศิษย์เก่าดีเด่น ประจำปี 2538
* เป็นศิษย์เก่า คนเด่น หนึ่ง ใน “คนเด่น 70 ปี แม่โจ้” นักส่งเสริมเกษตรและนักเขียนผู้ปิดทองหลังพระเพื่อหประวัติศาสตร์งานเกษตร
ใช้ทำนองเพลงเชียร์ของโรงเรียนอำนวยศิลป์ในส่วนที่คิดได้ใหม่นี้ และใช้เนื้อทำนองที่คิดได้ครังแรกเป็นตอนต้นเสียงและร้องนำ ส่วนที่คิดได้ตอนหลีงใช้เป็นเนื้องร้องของลูกคู่
คุณไสวได้นำเพลงนี้ไปเสนอแก่นักเรียนฝึกหัดครูรุ่นพี่ ปีที่ 2 (รุ่น 1/ผู้เรียบเรียง) ซึ่งทุกคนก็เห็นดีด้วย ได้นำเสนอไปยังอาจารย์ใหญ่ คุณพระช่วงเกษตรศิลปะการ (ซึ่งท่านชอบดนตรีอยู่ก่อนแล้ว/ผู้เรียงร) ท่าน มีความเห็นว่า เหมาะสมดี ใช้ได้ เพลงนี้จึงได้ถูกนำเสนอต่อที่ประชุมนักเรียนในเวลาต่อมา
คุณแผ่พืช เทพหันสดิน ณ อยุธยา (รุ่น 2/ผู้เรียบเรียง) เป็นต้นเสียง
เมื่อนักเรียนส่วนใหญ่รับรองเห็นชอบแล้ว ก็เริ่มฝึกซ้อมจนร้องงกันได้ทั่วกัน ต่อมา ได้นำไปร้องเชียร์ในการแข่งขันกีฬา ทั้งในกีฬานักเรียนและกีฬาประชาขน ในโอกาสต่าง ๆ ตลอดมา
ลูกแม่โจ้รุ่นน้อง ๆ ได้ยกย่องให้เกียรติ “เพลงแม่โจ้” เป็นเพลงสำคัญประจำโรงเรียน ในงานพิธีสำคัญ ๆ และมีเกียรติ ทั้งทีทเป็นพิธีการของโรงเรียน หรืองานพิธีที่นักเรียนจัดขึ้นตามโอกาสและสถานที่ต่าง ๆ เพลงนี้จะถูกอัญเชิญมาร้อง แล้วลูกแม่โจ้ทุกรุ่น ทุกวัย จะร่วมกันร้องด้วยความพร้อมเพรียง ด้วยความเคารพและภาคภูมิใจ
“จริงสิ.. ถึงแม้ผมจะออกจากโรงเรียนมานานหลายปีแล้วก็ตาม ผมก็เห็นชอบด้วยกับความดำริของน้อง ๆ เป็นอย่างยิ่ง เพราะอาจเป็นได้ว่า เพลงนี้เป็นเพลงแรกของ แม่โจ้ และเป็นเพลงเดียวที่ได้รับความนิยมจากลูกแม่โจ้ทุกรุ่น ทุกคนร้องได้แม่นยำ ไม่หลงลืม จึงนับเป็นเพลงอมตะของแม่โจ้อย่างแท้จริง ซึ่งเราลูกแม่โจ้ทุกคนเชื่อและหวังว่า เพลงนี้จะยังคงยืนอยู่คู่แม่โจ้ของเรา ตลอดไปจนชั่วกาลนาน”
เรียบเรียงจาก “ความเป็นมาของเพลงแม่โจ้” โดยปราโมทย์ บัวชาติ รุ่น 2 หนังสือเกษตร-แม่โจ้ ที่ระลึกเนื่องในโอกาสวันคล้ายวันเกิดครบรอบปีที่ 82 อำมาตย์โท พระช่วงเกษตรศิลปะการ (ช่วง โลจายะ) 20 กรกฎาคม 2524
นำเรื่องเพลงชาติแม่โจ้ และสระเกษตรสนานมาลง เพื่อให้พวกเราได้ระลึกถึงวันเก่าที่ผ่านมา หลายคนไม่มีโอกาสไปเห็นสระเกษตรสนานอีกครั้ง ตั้งแต่วันคลอดเป็นลูกแม่โจ้ หลายคนนึกสภาพไม่ออกแล้วว่า สระเกษตรสนานเป็นอย่างไร หลายคน หลายปีแล้วไม่เคยร่วมร้องเพลงชาติ กับพี่น้องลุกแม่โจ้เลย......
***
สระเกษตรสนาน
งานฤดูหนาวจังหวัดเชียงใหม่ ในปี พ.ศ. 2478 นั้น งานเริ่มตั้งแต่ 30 ธันวาคม 2478 ถึงวันที่ 5กมกราคม 2479 ทางสถานีทดลองกสิกรรมภาคพายัพแม่โจ้ และโรงเรียนฝึกหัดครูประถมกสิกรรมแม่โจ้ก็ได้จัดนิทรรศการแสดงกิจกรรมการเกษตรด้วยโดยใช้อาคาร “เรือนเพชร” โรงเรียนยุพราชวิทยาลัยเป็นที่จัดแสดง เป็นครั้งแรกที่มีการออกร้านนิทรรศการของหน่วยงานราชการจากส่วนกลางไปร่วมงานฤดูหนาวเชียงใหม่
วันที่ 18 ธันวาคม 2478 อาจารย์ใหญ่ คุณพระช่วงฯ ได้หารือกับนักเรียนทั้งหมด 300 คนเศษ ในวันปิดภาคเรียนเทอมกลาง ถึงการรวมพลังความสามัคคีช่วยกันขุดสระเป็นอนุสรณ์และพัฒนาพื้นที่ในโรงเรียน โดยร่วมมือกันขุดสระกว้าง 30 เมตร ยาว 60 เมตร ความลึกบริเวณหอกระโดด 3 เมตร ที่เหลือลึก 2 เมตร
วันที่ 20 ธันวาคม 2478 แบ่งงานขุดเป็นกลุ่ม ๆ ทำการรังวัดแบ่งเขตรับผิดชอบและทุกคนต้องขุดให้เสร็จตามที่รับมอบงานไป ขุดเสร็จแล้วจึงจะไปเที่ยวงานฤดูหนาวได้
วันที่ 22 ธันวาคม 2478 ทุกคนเริ่มลงมือขุด และยึดถือคำสอนของอาจารย์ใหญ่ คุณพระช่วงฯ “จงทำงานให้เหมือนเล่น แต่อย่าทำงานเป็นเล่น” ทุกคนทำงานด้วยความตั้งใจเพื่อให้งานสำเร็จลุล่วงไปตามที่วางแผนไว้ ทำงานด้วยใจมุ่งมั่นให้งานสำเร็จ
วันที่ 29 ธันวาคม 2478 งานสำเร็จตามที่ตั้งใจไว้ อาจารย์ใหญ่สั่งให้ระบายน้ำเข้าสระได้ตั้งแต่ตอนเช้า และน้ำเต็มสระเมื่อเวลา 15.00 น. ที่ประชุมตกลงให้เรียกชื่อสระตามคำเสนอของ คุณละมัย เพศยนิกร (ร่น 1) ว่า “เกษตรสนาน”
อาจารย์ใหญ่ คุณพระช่วงฯได้กล่าวแก่พวกเราในวันนั้นว่า ท่านดีใจและปลื้มใจมากที่ “สระเกษตรสนาน” ได้เกิดขึ้นแล้วตามความปรารถนาของพวกเรา เกิดขึ้นจากพลังความสามัคคีอันดีของพวกเราทุกคน ตลอดทั้งนักเรียนและครูอาจารย์ ราวกับเนรมิตเพราะใช้เวลาเพียง 7 วันเท่านั้น เกินความคาดหมายที่คาดไว้ ท่านจึงเชื่อว่า สระนี้จะเป็นสระอันศักดิ์สิทธิ์ที่จะให้ทั้งความชุ่มฉ่ำเย็นใจกาย อันจะเป็นสิ่งคอยกระตุ้นและเสริมกำลังกายความสามัคคีให้ประสบแต่ความร่มเย็นเป็นสุข มีสุขภาพพลานามัยเข้มแข็ง เกิดความคิดสติปัญญาฉลาดเฉลียวในทางที่เกิดประโยชน์ต่อวงศ์สกุลและประเทศชาติสืบไป ขอให้พวกเราจงช่วยกันรักษาทั้งสระและทั้งความดีที่ร่วมกันแสดงออกในครั้งนี้ไว้ให้คงอยู่ ซึ่งจะเป็นเยี่ยงอย่างอันดีเด่นแก่บรรดาศิษย์แม่โจ้รุ่นหลัง ๆ ตลอดชั่วกาลนาน
พวกเราต่างดีอกดีใจไชโยโห่ร้องลั่นสนั่นไหว แล้วเสียงเพลง “แม่..โจ้ ไชโยพวกเรา ใหม่เก่าพวกเราไชโย” จากต้นเสียง คุณแผ่พืช เทพหัสดิน ณ อยุธยา ก็กังวานขึ้นทุกคนเปล่งเสียงร้องรับกันอย่างหนักแน่น พร้อมเพรียง เป็นบรรยากาศที่สดชื่นตื้นตันอย่างยิ่ง
หลังจากนั้นพวกเราก็ได้ไปเที่ยวงานฤดูหนาวในเมืองเชียงใหม่ เมื่อกลับมาจากเที่ยวงานฤดูหนาว พวกเราก็ได้เห็นแท่นกระโดดน้ำเกิดขึ้นตามที่อาจารย์ใหญ่ท่านบอกไว้
ในเวลาต่อ ๆ มา พวกเราได้ใช้สระนี้อย่างคุ้มค่ากับที่ได้ลงแรงสร้างขึ้นมา และในภายหลังก็มองเห็นว่า สระนี้เป็นสระศักดิ์สิทธิ์จริง ตามที่ท่านอาจารย์ใหญ่ได้กล่าวไว้ในการลงทัณฑ์ระหว่างนักเรียนด้วยกัน ตามธรรมนูญของแม่โจ้ในข้อจับโยนน้ำก็ดี การบูชายัญก็ดี ตลอดจนพิธีชุบตัวของลูกแม่โจ้ หรือพิธีล้างอาถรรพ์ก็ได้ใช้สระเกษตรสนานนี้ทำพิธีสืบต่อกันตลอดมา โดยมีได้ก่อให้เกิดความแตกร้าว แตกแยกกันแต่ประการใด ผลที่ได้กลับตรงข้าม เป็นความสามัคคีรักใคร่กลมเกลียวกัน สมกับปณิธานที่ท่านอาจารย์ใหญ่ คุณพรช่วงฯ ได้ตั้งไว้ทุกประการ ฯลฯ
เรียบเรียงจาก “สระเกษตรสนาน” โดยปราโมทย์ บัวชาติ (รุ่น 2) หน้า 214-219. หนังสือ เกษตร-แม่โจ้ ที่ระลึกเนื่องในโอกาสวันคล้ายวันเกิดครบรอบปีที่ 82 ของอำมาตย์โทพระช่วงเกษตรศิลปะการ (ช่วง โลจายะ) 20 กรกฎาคม 2524.
ได้ตรวจสอบและสอบถามจาก คุณประกอบ ผดุงพงษ์ และคุณวิชัย ชื่นวิเชียร (รุ่น 2)
สระเกษตรสนาน ขุดเสร็จเมือวันที่ 29 ธันวาคม 2478 นักเรียนแม่โจ้ได้ไปเที่ยวงานฤดูหนาวที่โรงเรียนยุพราชวิทยาลัย ซึงมีงานระหว่าวันที่ 30 ธันวาคม 2478 ถึงวันที่ 5 มกราคม 2479 สถานีทดลองกสิกรรมแม่โจ้ และโรงเรียนฝึกหัดครูประถมกสิกรรมแม่โจ้ไปออกร้าน จัดนิทรรศการครั้งแรกที่ “เรือนเพชร”
สระเกษตรสนานได้ใช้ในพิธีรับน้องใหม่เป็นครั้งแรก รุ่น 3 เมื่อวันที่ 7 มิถุนายน 2479)
สงวน จันทร์ทะเล
16 มิถุนายน 2549
สระศักดิ์สิทธิ์เพื่อพิธีกรรมสู่อ้อมอกแม่โจ้
วันที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2478 อาจารย์ใหญ่ คุณพระช่วงฯ ได้กล่าวแก่นักเรียนแม่โจ้ว่า “สระเกษตรสนาน” ได้เกิดขึ้นจากพลังความสามัคคีของพวกเราทุกคน ท่านเชื่อว่า สระนี้จะเป็นสระอันศักดิ์สิทธิ์ ที่จะเป็นสิ่งคอยกระตุ้น ความสามัคคี ในทางที่เกิดประโยชน์ต่อสถาบันและประเทศชาติสืบไป ขอให้พวกเราช่วยกนรักษาทั้งสระและความดีที่ได้ร่วมกันแสดงออกในครั้งนี้ให้คงอยู่เป็นเยี่ยงอย่างอันดีแก่บรรดาศิษย์แม่โจ้รุ่นหลัง ๆ ตลอดไปชั่วกาลนาน
ลูกแม่โจ้ได้ใช้สระนี้ประกอบพิธีกรรมต้อนรับนักเรียนใหม่ที่จะมาเป็นลูกแม่โจ้ เป็นครั้งแรก เมื่อเช้าตรู่วันที่ 7 มิถุนายน 2479 (รุ่น 3)
สระนี้เป็นสระศักดิ์สิทธิ์จริง ตามที่ท่านอาจารย์ใหญ่ได้กล่าวไว้
สระนี้ใช้ในการลงทัณฑ์ระหว่างนักเรียนด้วยกัน ตามธรรมนูญของแม่โจ้
ในข้อจับโยนน้ำก็ดี
การบูชายัญก็ดี
ตลอดจนพิธีชุบตัวของลูกแม่โจ้ที่เข้ามาใหม่
หรือพิธีล้างอาถรรพ์ก็ได้ใช้สระเกษตรสนานนี้ทำพิธีสืบต่อกันตลอดมา
โดยมีได้ก่อให้เกิดความแตกร้าว แตกแยกกันแต่ประการใด
ผลที่ได้กลับตรงข้าม เป็นความสามัคคีรักใคร่กลมเกลียวกัน
สมกับปณิธานที่ท่านอาจารย์ใหญ่ คุณพรช่วงฯ ได้ตั้งไว้ทุกประการ ฯลฯ
บริเวณโดยรอบสระเกษตรสนานนี้จึงเป็นที่สงบเงียบที่ ลูกแม่โจ้ทุกคน
ต้องให้ความเคารพว่าเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์
ต้องได้รับการดูแลรักษาไว้เพื่อประกอบพิธีของลูกแม่โจ้
ตามบทบัญญัติแม่โจ้
การใช้สถานที่และสระนี้ต้องกระทำด้วยความจริงใจยึดมั่นตามประเพณีที่สืบทอดมา
การชำระล้างมลทินต้องกระทำโดยถูกต้องยุติธรรมตามแบบแผนที่บทบัญญัติได้ตราไว้
เรียบเรียงจาก “สระเกษตรสนาน” โดยปราโมทย์ บัวชาติ (รุ่น 2) หน้า 214-219. หนังสือ เกษตร-แม่โจ้ ที่ระลึกเนื่องในโอกาสวันคล้ายวันเกิดครบรอบปีที่ 82 ของอำมาตย์โทพระช่วงเกษตรศิลปะการ (ช่วง โลจายะ) 20 กรกฎาคม 2524.
Read More